เปิดอาณาจักร "ตระกูลชาห์" เจ้าของเรือ "มยุรีนารี" ตระกูลอภิมหาเศรษฐีของประเทศไทย

เปิดอาณาจักรตระกูลชาห์ มหาเศรษฐีไทยเชื้อสายอินเดีย เจ้าของเรือมยุรีนารี
จากเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ชื่อของเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย มยุรีนารี (Mayuree Naree) ได้กลายเป็นที่สนใจไปทั่วโลก หลังจากถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า เบื้องหลังของกองเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่นี้ คืออาณาจักรธุรกิจระดับหมื่นล้านของ ตระกูลชาห์ (Shah Family) หนึ่งในตระกูลอภิมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในประเทศไทย
ข้อมูลจากการจัดอันดับของสื่อระดับโลกอย่าง Forbes ในปี 2025 ระบุว่า ตระกูลชาห์ จากจุดเริ่มต้นในฐานะพ่อค้าข้าว สู่เจ้าของกลุ่มธุรกิจ GP Group มีความมั่งคั่งสูงถึงประมาณ 3.5 - 3.7 หมื่นล้านบาท หรือราว 945 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับที่ 34 ของมหาเศรษฐีไทย

จากรัฐคุชสู่กรุงเทพมหานคร ตำนานพ่อค้าข้าวข้ามศตวรรษ
ประวัติศาสตร์ของตระกูลชาห์เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1860 โดยบรรพบุรุษของตระกูลได้อพยพจากเมืองคุช รัฐคุชราต ประเทศอินเดีย มาตั้งรกรากในบอมเบย์เพื่อทำธุรกิจค้าข้าว ก่อนจะขยายเครือข่ายไปยังย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และในที่สุดก็เข้ามาตั้งสำนักงานในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 1918 ในชื่อบริษัท Gangjee Premjee & Company
ในยุคนั้น ตระกูลชาห์ถือเป็นผู้ค้าข้าวชาวอินเดียเพียงไม่กี่รายที่ทรงอิทธิพลในประเทศไทย ท่ามกลางกลุ่มพ่อค้าชาวจีน พวกเขาสร้างความมั่งคั่งจากการส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกามาอย่างยาวนานหลายสิบปี
จุดเปลี่ยนยุค กิริต ชาห์ ผู้นำพาธุรกิจทะยานสู่ระดับโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาณาจักรนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นเมื่อ คุณกิริต ชาห์ (Kirit Shah) ทายาทรุ่นหลาน ก้าวเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจในปี 1974 ด้วยวัยเพียง 21 ปี เขาได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเจรจาการค้า และตัดสินใจขยายธุรกิจจากการค้าข้าวเพียงอย่างเดียว ไปสู่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น ข้าวโพด น้ำตาล เหล็ก และเคมีภัณฑ์
ในปี 1989 คุณกิริตได้ก่อตั้งบริษัท Precious Shipping (PSL) ขึ้นเพื่อรุกธุรกิจเดินเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกองอย่างเต็มตัว ซึ่งชื่อเรือทุกลำของบริษัทจะลงท้ายด้วยคำว่า "นารี" อันมีความหมายถึงผู้หญิงในภาษาเบงกาลี และสื่อถึงเพศของเรือตามธรรมเนียมสากล
ความสามารถของคุณกิริตได้รับการพิสูจน์ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ในขณะที่หลายธุรกิจต้องเผชิญปัญหา ธุรกิจเดินเรือ PSL กลับรอดพ้นวิกฤตมาได้เพราะมีรายรับเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้อานิสงส์จากการลอยตัวค่าเงินบาท เขาตัดสินใจขายธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลักทิ้งเพื่อรักษาธุรกิจหลักไว้ จนสามารถฟื้นฟูกิจการและกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
4 เสาหลักในตลาดหุ้นไทยของ GP Group
ปัจจุบันอาณาจักร GP Group ขยายตัวจนมีบริษัทในเครือกว่า 100 แห่งทั่วโลก โดยมีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึง 4 แห่ง ได้แก่
- Precious Shipping (PSL): ธุรกิจเดินเรือขนส่งสินค้าระดับโลก
- Mega Lifesciences (MEGA): ธุรกิจผลิตยาและอาหารเสริมภายใต้แบรนด์ Mega We Care ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าสูงสุดให้กับตระกูลในปัจจุบัน
- Christiani & Nielsen (CNT): บริษัทรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานระดับตำนานของไทย
- Golden Lime (SUTHA): ผู้ผลิตปูนขาวและเคมีภัณฑ์รายใหญ่
นอกจากนี้ GP Group ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่น่าจับตา เช่น MJets ผู้ให้บริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวและบริการลานจอดอากาศยานระดับวีไอพี รวมถึงบริษัทซอฟต์แวร์และพลังงานอีกด้วย
นิชิต้า ชาห์ หญิงเก่งยุคใหม่แห่งตระกูลชาห์

สำหรับการบริหารงานในยุคปัจจุบัน หน้าที่ได้ถูกส่งต่อไปยัง คุณนิชิต้า ชาห์ (Nishita Shah) ลูกสาวคนโตของคุณกิริต ผู้รับตำแหน่ง Group Managing Director ของ GP Group และเป็นผู้ถือหุ้นบุคคลรายใหญ่ที่สุดใน PSL
คุณนิชิต้าจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา เธอเป็นนักธุรกิจหญิงยุคใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ นำพากลุ่มบริษัทเข้าสู่ยุคดิจิทัล ภาพลักษณ์ของเธอเป็นที่จดจำในฐานะนักบินหญิงที่ได้รับใบอนุญาต เจ้าของแบรนด์แฟชั่น Nsha และหนึ่งในคณะกรรมการรายการ Shark Tank Thailand ที่ร่วมลงทุนให้โอกาสกับกลุ่มสตาร์ทอัพ
ตระกูลชาห์และอาณาจักร GP Group คือตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จที่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การกล้าที่จะเปิดรับโอกาสใหม่ๆ และความยืดหยุ่นในการรับมือกับวิกฤต พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตระกูลชาห์คือหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


